Uncategorized ข่าวประชาสัมพันธ์

รู้จัก Mpox: ป้องกันได้ ดูแลรักษาได้

 รู้จัก Mpox: ป้องกันได้ ดูแลรักษาได้
ช่วงนี้หลายคนอาจได้ยินข่าวเรื่อง mpox หรือโรคฝีดาษวานรมากขึ้น แต่ชื่อนั้นอาจทำให้เข้าใจผิดว่าลิงเป็นแหล่งแพร่เชื้อหลัก ความจริงคือการระบาดในคนปัจจุบันเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างคนเป็นหลัก เราจึงควรรู้ว่าโรคติดต่ออย่างไร สังเกตอาการแบบไหน และควรทำอะไรเมื่อสงสัยว่าตนเองได้รับเชื้อ

🔍

Mpox คืออะไร
Mpox เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส monkeypox ซึ่งอยู่ในกลุ่ม orthopoxvirus เช่นเดียวกับเชื้อไข้ทรพิษ แต่เป็นคนละโรคกัน เชื้อถูกพบครั้งแรกในลิงที่ใช้ในการวิจัยเมื่อปี 1958 จึงมีชื่อเดิมว่า monkeypox และพบผู้ป่วยในคนครั้งแรกในปี 1970 ในปัจจุบันยังระบุแหล่งรังโรคตามธรรมชาติที่แน่ชัดไม่ได้แต่เชื่อว่าเป็นกลุ่มสัตว์ฟันแทะบางชนิด ในอดีตพบผู้ป่วย mpox ส่วนใหญ่ในบางประเทศของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก โดยมีทั้งการรับเชื้อจากสัตว์และการติดต่อระหว่างคน ต่อมาตั้งแต่ปี 2022 เริ่มเกิดการแพร่กระจายจากคนสู่คนในหลายภูมิภาคทั่วโลก
ไวรัส monkeypox แบ่งเป็น สายพันธุ์หรือ clade I (clade 1) ซึ่งมีสายย่อย Ia และ Ib และ clade II (clade 2) ซึ่งมีสายย่อย IIa และ IIb การระบาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2022 เกี่ยวข้องกับ clade IIb ส่วน clade Ib พบการแพร่กระจายเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง
สถานการณ์ในประเทศไทย กรมควบคุมโรครายงานว่า ปี 2569 นับจนถึง 31 ตุลาคม พบผู้ป่วยสะสมยืนยัน 470 ราย โดยพบเป็น clade Ib มากที่สุด

🤝

ติดต่อกันได้อย่างไร
Mpox ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่ม แผล ผิวหนัง สารคัดหลั่งหรือเยื่อบุระหว่างมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการจูบ การสัมผัสแบบใกล้ชิดด้วย ข้อมูลบางการศึกษาชี้ว่าอาจแพร่เชื้อได้ในช่วง 1–4 วันก่อนเริ่มมีอาการได้

🌡️

อาการแบบไหนที่ควรสงสัย
อาการอาจเริ่มในช่วง 2–21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยมากเริ่มมีอาการภายในประมาณ 7 วัน บางคนเริ่มด้วยไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หรือต่อมน้ำเหลืองโต แล้วจึงมีผื่นตามมา แต่บางคนมีผื่นเป็นอาการแรกโดยไม่มีไข้นำ ผื่นอาจเป็นจุดแดง ตุ่มนูน ตุ่มน้ำ หรือตุ่มที่ตกสะเก็ดในเวลาต่อมา รอยโรคอาจขึ้นที่ใบหน้า มือ เท้า หรือบริเวณอื่น ๆ รวมถึงอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก ในปาก และลำคอ อาจจะมีเพียงหนึ่งตุ่มหรือมากกว่านั้น บางรายมีอาการเจ็บทวารหนักมาก เจ็บเวลากลืน หรือปัสสาวะแสบขัด หากมีผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติหลังสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ผื่นกระจายทั่วตัว การยืนยันโรคใช้การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ (PCR) จากตัวอย่างรอยโรค ตามการประเมินของแพทย์

⚠️

ใครควรได้รับการประเมินอย่างใกล้ชิด
ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่หายเองได้ แต่ความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงสูงขึ้นในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อ HIV ที่ภูมิคุ้มกันต่ำหรือยังควบคุมเชื้อไม่ได้, หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคผิวหนังบางชนิดซึ่งกระทบความแข็งแรงของผิว หรือมีรอยโรคบริเวณตา ปาก คอ อวัยวะเพศ และทวารหนัก ควรให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล

💊

รักษาอย่างไร
การรักษาหลักคือการดูแลตามอาการ ได้แก่ บรรเทาปวดและไข้ ดูแลแผล ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้เพียงพอ รวมถึงรักษาโรคร่วมที่พบ
ยาต้านไวรัส tecovirimat เดิมพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคไข้ทรพิษเป็นหลัก แต่ภายหลังก็ได้รับการศึกษาในการรักษา mpox ด้วย โดยการทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ 2 ชิ้น ทั้งในแอฟริกาและหลายประเทศทั่วโลก ศึกษาทั้งใน mpox clade I และ clade II (มีประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ทำการศึกษาด้วย) ผลสรุปพบว่า ยามีข้อมูลความปลอดภัยที่ยอมรับได้ แต่ไม่ทำให้รอยโรคหายเร็วขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาเพิ่มเติมในผู้ป่วยอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูงตามเกณฑ์การเข้าถึงยาและบริบทของแต่ละประเทศ

🏠

ดูแลตนเองที่บ้าน ควรทำอย่างไร
ดูแลตนเอง: พักผ่อน ดื่มน้ำ รับประทานอาหารให้เพียงพอ และใช้ยาบรรเทาปวดหรือไข้ตามคำแนะนำ อย่าแกะ เกา หรือบีบตุ่ม ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสแผล ดูแลแผลให้สะอาด หากมีแผลในปากอาจใช้น้ำเกลือบ้วนปาก
ป้องกันคนในบ้าน: หากทำได้ ให้แยกห้องและใช้ห้องน้ำแยก หากต้องใช้ร่วมกันให้ทำความสะอาดพื้นผิวหลังใช้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว เครื่องนอน เสื้อผ้า หรือภาชนะที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดร่วมกัน ถ้าจำเป็นต้องอยู่ใกล้คนอื่น ให้ปิดรอยโรคให้ดีและสวมหน้ากากอนามัยที่กระชับ หมั่นล้างมือ ทำความสะอาดจุดที่สัมผัสบ่อย และเก็บผ้าที่ใช้แล้วอย่างระมัดระวัง อย่าสะบัดผ้า เพื่อลดการฟุ้งกระจายของสิ่งปนเปื้อน ระหว่างป่วยควรหลีกเลี่ยงการกอด หอม หรือให้นอนร่วมกับสัตว์เลี้ยงโดยให้สมาชิกคนอื่นช่วยดูแลสัตว์เมื่อทำได้
เมื่อไรต้องรีบกลับไปพบแพทย์: หากปวดมากขึ้น แผลแดงบวม มีหนอง ไข้หรืออาเจียนแย่ลง หรือกินดื่มไม่ได้ ควรติดต่อสถานพยาบาลโดยเร็ว หากมีอาการทางตา หายใจลำบาก เวียนศีรษะมาก หรือสับสน ควรรับการประเมินอย่างเร่งด่วน

✅

เมื่อไรจึงหยุดแยกตัว
เกณฑ์สำคัญในการหยุดแยกตัวคือ รอยโรคทุกจุดหาย สะเก็ดหลุด และมีผิวหนังใหม่ขึ้นปกคลุม รวมถึงรอยโรคในปากหรือบริเวณเยื่อบุอื่นต้องหายด้วย โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ แต่อาจนานกว่านั้นในบางคน ระหว่างยังมีอาการหรือรอยโรค ควรงดมีเพศสัมพันธ์และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด หลังหายแล้ว องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ต่ออีก 12 สัปดาห์ เพื่อความระมัดระวัง เนื่องจากยังมีข้อไม่แน่ชัดเรื่องการคงอยู่และโอกาสแพร่เชื้อผ่านสารคัดหลั่งหลังหายป่วย

🛡️

ป้องกันตัวเองอย่างไร
• หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีผื่น ตุ่ม หรือแผลที่ไม่ทราบสาเหตุ
• ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว เครื่องนอน หรือเสื้อผ้าร่วมกับผู้ที่มีอาการสงสัยฝีดาษวานร
• ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด เพราะเชื้อติดผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณอื่นได้ด้วย
• หากมีอาการสงสัย ให้รีบไปตรวจ และงดสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นจนกว่าจะทราบผล

บทความ โดย นายแพทย์ชัยอนันต์ ลีลาบูรณะศักดิ์
แพทย์ประจำศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย

Similar Posts